วันพุธที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2559

รายงานผลการพัฒนาชุดการเรียนคณิตศาสตร์ เรื่องพื้นที่ผิวและปริมาตร 
ด้วยเทคนิคการเรียนรู้แบบกลุ่มร่วมมือ TAI สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3
บทคัดย่อ
          การศึกษาค้นคว้านี้มีความมุ่งหมายเพื่อ (1) ศึกษาประสิทธิภาพของชุดการเรียนคณิตศาสตร์ เรื่องพื้นที่ผิวและปริมาตร ด้วยเทคนิคการเรียนรู้แบบกลุ่มร่วมมือ TAI สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ตามเกณฑ์ 80/80 (2) ศึกษาดัชนีประสิทธิผลของชุดการเรียนคณิตศาสตร์ เรื่องเรื่องพื้นที่ผิวและปริมาตร ด้วยเทคนิคการเรียนรู้แบบกลุ่มร่วมมือ TAI สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 (3) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนด้วยชุดการเรียนคณิตศาสตร์ เรื่องพื้นที่ผิวและปริมาตร ด้วยเทคนิคการเรียนรู้แบบกลุ่มร่วมมือ TAI สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 (4) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่มีต่อชุดการเรียนคณิตศาสตร์ เรื่องพื้นที่ผิวและปริมาตร ด้วยเทคนิคการเรียนรู้แบบกลุ่มร่วมมือ TAI สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2557 วิทยาลัยนาฏศิลปสุพรรณบุรี จำนวน 45 คน ซึ่งได้มาโดยวิธีการสุ่มแบบง่าย เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาค้นคว้าคือ แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ จำนวน 5 แผน ชุดการเรียนคณิตศาสตร์ เรื่องพื้นที่ผิวและปริมาตร จำนวน 5 เรื่อง แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนแบบเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 40 ข้อ ค่าอำนาจำแนก (B) ตั้งแต่ 0.37 ถึง 0.54 และค่าความเชื่อมั่น (rcc) ทั้งฉบับเท่ากับ 0.74 และแบบวัดความพึงพอใจของนักเรียน จำนวน 20 ข้อ ค่าอำนาจจำแนก (rxy) ตั้งแต่ 0.30 ถึง 0.72 และค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.81 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ค่าเฉลี่ย ร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ t-test (Dependent Samples) ผลการศึกษาค้นคว้าปรากฎ ดังนี้
          1.ชุดการเรียนคณิตศาสตร์  เรื่องพื้นที่ผิวและปริมาตร ด้วยเทคนิคการเรียนรู้แบบกลุ่มร่วมมือ TAI สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 มีประสิทธิภาพ 89.38/85.29  ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้
          2.นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่เรียนด้วยชุดการเรียนคณิตศาสตร์ เรื่องพื้นที่ผิวและปริมาตร ด้วยเทคนิคการเรียนรู้แบบกลุ่มร่วมมือ TAI สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
          3.นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่เรียนด้วยชุดการเรียนคณิตศาสตร์ เรื่องพื้นที่ผิวและปริมาตร ด้วยเทคนิคการเรียนรู้แบบกลุ่มร่วมมือ TAI สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 มีความพึงพอใจโดยรวมอยู่ระดับมาก

วันศุกร์ที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2557

การเรียนการสอนคณิตศาสตร์

การเรียนการสอนคณิตศาสตร์
ในช่วงแรกเกิดถึง 10 ปีถือว่าเป็นช่วงระยะเวลาที่สำคัญที่สุดสำหรับการเรียนรู้ จะเห็นได้ว่าเด็กๆ เรียนรู้ภาษาต่างประเทศ ดนตรี ได้อย่างรวดเร็วและง่ายดาย นั่นเพราะเด็กปกติเมื่อคลอดมานั้นเกิดมาพร้อมกับจำนวนเซลล์สมองที่เพียงพอต่อการดำรงชีวิตเรียนรู้สิ่งต่างๆ หากว่าเด็กได้ฝึก การคิด การปฏิบัติ และใช้สมองในการแก้ปัญหา สมองก็จะมีการสร้างใยประสาทเพิ่มขึ้น แต่ส่วนใหญ่เราจะใช้สมองน้อยกว่าประสิทธิภาพสมองที่มีอยู่ การจะทำให้เด็กสามารถเพิ่มศักยภาพการใช้สมองได้อย่างเต็มที่นั้น ก่อนอื่นจะต้องรู้ว่าสมองจะเรียนรู้ได้ อารมณ์จะต้องมีลักษณะเป็นบวก ขณะที่เด็กๆ ได้เรียนรู้ผ่านการเล่น ความรู้สึกสนุกและรู้สึกผ่อนคลายเป็นสิ่งสำคัญที่เด็กจะสามารถพัฒนาศักยภาพสมองของเขาได้อย่างเต็มที่ หลักสำคัญที่เรียนด้วยความสนุกคือ คุณพ่อคุณแม่และผู้ปกครองต้องใช้กลยุทธ์หลากหลายที่จะทำเด็กสนใจในสิ่งที่กำลังเรียนรู้อยู่ สร้างความท้าทาย ความสนุกสนานและให้เด็กได้เชื่อมโยงสิ่งที่เรียนรู้กับชีวิตจริงเสมอ เพื่อให้รู้ว่าความรู้นั้นมีประโยชน์กับเขา โดยคุณพ่อคุณแม่และผู้ปกครองอาจเข้าไปมีส่วนร่วมในการทำกิจกรรมหรือร่วมเล่นด้วย แต่หากลูกตอบผิดหรือทำในสิ่งที่ผู้ใหญ่มองว่าไม่เข้าท่า อย่าใจร้อนตำหนิเขานะคะ เพราะจะทำให้บรรยากาศแบบผ่อนคลายหายไป (สุธาวัลย์ หาญขจรสุข, 2551, ย่อหน้า 3)
             ที่ผู้เขียนเขียนเรื่องนี้ขึ้นมาก็เพราะว่า ในชั่วโมงการสอนคณิตศาสตร์ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ของวิทยาลัยนาฏศิลปสุพรรณบุรี ซึ่งเป็นนักเรียนที่เรียนเฉพาะทางด้านดุริยางค์ไทยและนาฏศิลป์ไทย รวมทั้งนักเรียนทุกคนต้องเรียน 8 กลุ่มสาระเช่นเดียวกับนักเรียนทั่วๆ ไป ซึ่งนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 เป็นนักเรียนที่เรียนวิชาเอกนาฏศิลป์ไทย (โขน, ละคร) และดุริยางค์ไทย (ปี่พาทย์, เครื่องสาย, คีตศิลป์ไทย) และก็เหมือนเช่นเคยที่เมื่อถึงชั่วโมงคณิตศาสตร์ นักเรียนจะไม่สนุกเหมือนการเรียนวิชาเอกทางด้านนาฏศิลป์ไทยและด้านดุริยางค์ไทย นักเรียนจะกลัวการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เบื่อการคิดเลข ไม่ชอบทำการบ้าน ซึ่งไม่เพียงนักเรียนของวิทยาลัยนาฏศิลปสุพรรณบุรีเท่านั้นที่คิดเช่นนี้ แต่เชื่อได้ว่านักเรียนเกือบทุกโรงเรียนที่เป็นเช่นนี้ ในขณะที่เรากำลังก้าวเข้าสู่ศตวรรษที่ 21 ที่เป็นสังคมแห่งการเรียนรู้ การเรียนรู้แบบใฝ่รู้ (Active Learning) ระบบการศึกษา ต้องมีการพัฒนาเพื่อให้สอดคล้องกับภาวะความเป็นจริง แต่ยังมีคนอีกเป็นจำนวนมากที่ยังกลัวคณิตศาสตร์ สำหรับนักเรียนที่เรียนคณิตศาสตร์เก่ง (ที่มีอยู่ส่วนน้อย) คณิตศาสตร์ไม่เป็นปัญหาสำหรับเขา แต่สำหรับนักเรียนที่เรียนคณิตศาสตร์ไม่เก่ง (ที่มีอยู่ส่วนมาก) ก็ยังกลัวและไม่สนุกกับวิชาคณิตศาสตร์เหมือนเดิม (ชัยยุทธ โกโบริ ธนทรัพย์วีรชา, 2551, ย่อหน้า 3) ซึ่งนั่นน่าจะมาจากการที่ไม่ได้ปลูกฝังการเรียนรู้ในช่วงแรกเกิดถึง 10 ปี ดังที่กล่าวมาข้างต้น
             เคยได้อ่านบทความที่ว่าด้วยเรื่อง 'math phobia' คือโรคหวาดกลัวคณิตศาสตร์ที่ยืนยันว่าปัญหาในการให้การศึกษาคณิตศาสตร์ยังมีอยู่ คงจะถึงเวลาหาวิธีการสอนใหม่ๆ (N. Grant Macleod, 1998. อ้างถึงใน ชัยยุทธ โกโบริ ธนทรัพย์วีรชา, 2551, ย่อหน้า 1) หรือจะต้องมีการปรับปรุงหลักสูตรเพื่อให้เหมาะสมกับความแตกต่างระหว่างบุคคล เพราะเท่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบันนักเรียนไม่มีความรู้สึกที่ดีๆ ในวิชาคณิตศาสตร์และไม่เห็นคุณค่า กลวิธีการแก้ปัญหาต่างๆ ของคณิตศาสตร์ ตลอดจนไม่ได้รับการศึกษากันอย่างจริงจังในครอบครัวและในสถานศึกษา อันเนื่องมาจากคุณพ่อคุณแม่และผู้ปกครองขาดความรู้ความเข้าใจ สถานศึกษาขาดแคลนครูผู้สอน หลักสูตรไม่ยืดหยุ่นให้นักเรียนได้มีเวลาคิด ดังนั้น ผู้เขียนจึงขอเสนอตัวอย่างเทคนิคการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ให้สนุกเพื่อห่างไกลจากโรคหวาดกลัวคณิตศาสตร์ เช่น
             1. วัยอนุบาล เทคนิคเรียนให้สนุก เรียนเรื่องจำนวนโดยใช้ขนมลูกชุบ โดยให้เด็กหยิบตามจำนวนต่างๆ ฝึกการรวมสิ่งของ (การบวก ) การหักลบ ซึ่งเด็กจะเรียนรู้ได้ดีเพราะเห็นเป็นรูปธรรม และรู้สึกสนุก เผลอๆ ลูกชุบจะหายไปเพราะถูกหักลบไปอยู่ในท้องของผู้เรียนก็ได้
             2. วัยประถมศึกษาต้น เทคนิคเรียนให้สนุก เรียนเรื่องเรขาคณิต โดยตัดกระดาษสีเป็นรูปเรขาคณิตต่างๆ สามเหลี่ยม สี่เหลี่ยม เข้านำมาปะติดเป็นภาพ
             3. วัยประถมศึกษาปลาย เทคนิคเรียนให้สนุก เรียนเรื่องเศษส่วนด้วยพิซซ่า เด็กๆ จะสนุกกับการแบ่งพิซซ่าออกเป็นส่วนๆ จาก ½ เป็น ¼ และง่ายมากที่เด็กจะเปรียบเทียบว่าระหว่าง ¾ กับ ½ แบบใดได้ชิ้นใหญ่กว่ากัน เพราะการเรียนให้สนุกจะเป็นการเพิ่มพลังสมอง การจัดกิจกรรมผ่านประสบการณ์เรียนรู้อย่างเป็นรูปธรรม ให้เด็กได้ลงมือปฏิบัติ คิดและสรุปเป็นองค์ความรู้ของตน เหล่านี้เป็นการเชื่อมโยงสมองซีกซ้ายและซีกขวาให้ทำงานประสานกัน และทำให้ศักยภาพในการเรียนเพิ่มขึ้นค่ะ (สุธาวัลย์ หาญขจรสุข, 2551, ย่อหน้า 4)
             ส่วนใหญ่แล้วการเรียนคณิตศาสตร์ในสถานศึกษาไม่ค่อยได้ใช้ประโยชน์มากนัก นอกจากเรียนเพื่อให้ผ่านการทดสอบ และผู้เขียนเชื่อว่าครูเป็นจำนวนมากผิดหวังถ้าสิ่งนี้เป็นเหตุผลสำคัญสำหรับการเรียนคณิตศาสตร์ของนักเรียน ดังนั้น การที่นักเรียนได้รู้คุณค่าในเนื้อแท้ซึ่งนักคณิตศาสตร์มีความรู้สึกว่าสิ่งนี้จะช่วยพวกเขาให้เกิดความเข้าใจในแนวคิดได้ดีขึ้นและช่วยลดความกลัวที่มีอยู่ได้ เชื่อกันว่าจะช่วยการเรียนของนักเรียน ความกลัวการเรียนคณิตศาสตร์ของนักเรียนเกิดขึ้นมาเป็นเวลาหลายทศวรรษแล้ว พวกเราจงอย่าทำให้คนรุ่นต่อไปเกิดการผิดพลาดในการเรียนคณิตศาสตร์ในทางที่ถูกที่ควรอีกต่อไป คณิตศาสตร์ไม่เพียงแค่การสร้างองค์ความรู้เท่านั้น แต่เป็นการสร้างเจตคติและความเชื่อต่างๆ ด้วย เมื่อไรที่เราจะสามารถเปลี่ยนความคิดให้เป็นเช่นนี้ได้ คณิตศาสตร์จะไม่เป็นวิชาสำหรับคนหมู่น้อยเท่านั้น ทั้งที่ความจริงแล้วการเรียนวิชาคณิตศาสตร์เพื่อให้นักเรียนสามารถใช้วิธีการคำนวณทางคณิตศาสตร์ในการแก้ไขปัญหาบางประการในชีวิตประจำวัน  เช่น นักเรียนของวิทยาลัยนาฏศิลปสุพรรณบุรี ได้รับมอบหมายให้แสดงระบำสุพรรณภูมิในงานสัปดาห์วิชาการของวิทยาลัยนาฏศิลปสุพรรณบุรี นักเรียนจะมีวิธีการคัดเลือกผู้แสดงตัวเอกอย่างไร จะมีวิธีการคัดเลือกผู้แสดงตัวรองอย่างไรให้เหมาะสมกับองค์ประกอบการแสดง การแสดงใช้เวลากี่นาที จะมีวิธีฝึกซ้อมการแสดงกี่วัน จะกำหนดเวลาการแต่งกายแต่งหน้าอย่างไร ที่ไหน แล้วจะสามารถประสานงานกับใครได้บ้าง ปัญหาที่กล่าวมานี้สามารถใช้หลักความน่าจะเป็นและการบวกในการแก้ปัญหาได้ เป็นการฝึกให้นักเรียนรู้จักการ  บูรณาการวิชาคณิตศาสตร์และวิชาเอกไปพร้อมๆ กันจนเกิดความรู้ ความคิด ทักษะกระบวนการกว้างขวางขึ้นนอกเหนือจากการมีความรู้จากการเรียนในชั้นเรียนเพียงอย่างเดียว

             ดังนั่นพื้นฐานของมาตรฐานคณิตศาสตร์ไม่ใช่แค่การมองดู ความรู้สึกที่เห็นหรือสังเกตได้ในชั้นเรียนแต่เพียงอย่างเดียว หากแต่ต้องเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริง ได้เรียนแล้วมาใช้ประโยชน์อย่างมีนัยสำคัญ ในคณิตศาสตร์ เป็นการสะท้อนผลการสอนของครู ฉะนั้นขณะที่ครูผู้สอนหลายๆ ท่านวางแผนสำหรับการจัดการเรียนบทเรียนในอนาคตควรที่จะพยายามหาทาง หรือวิธีการต่างๆ ที่ให้นักเรียนได้มีส่วนเกี่ยวข้องไปสู่ขั้นที่เหนือกว่าการใช้ทักษะและกระบวนการ พยายามส่งเสริมให้นักเรียนบรรลุถึงเป้าหมายของคำว่า มาตรฐาน นั่นหมายถึงการคิดและการให้เหตุผลอย่างคณิตศาสตร์ ดังที่ยกตัวอย่างข้างต้น รวมทั้งการนำคณิตศาสตร์ไปบูรณาการกับการใช้ชีวิตประจำวันและในอนาคตต่อไป

เอกสารอ้างอิง
ชัยยุทธ โกโบริ ธนทรัพย์วีรชา. (2551). กลัวคณิต. สืบค้น กุมภาพันธ์ 23, 2556,
กกกกกกกจาก http://www.learners.in.th/blogs/posts/292302
สุธาวัลย์ หาญขจรสุข. (2551).  เทคนิคเรียนวิชาการให้สนุก เพิ่มพลังสมองวัยซน.
กกกกกกกสืบค้น มีนาคม 1, 2556, จาก http://rise.swu.ac.th/Portals/184/documents/articles/                                                                                            กกกกกกกarticles/Learning_Technique.pdf
N. Grant Macleod (1998). Time for a Change. Mathematics in School, March 1998,
กกกกกกกหน้า 6-7. สืบค้น กุมภาพันธ์ 25, 2556, จาก http://wwwpichayada.blogspot.com/2007/
กกกกกกก11/blog-post_7203.html

ปัจจัยที่มีผลต่อการดำเนินงานห้องสมุดตามความคิดเห็นของครูและบุคลากรทางการศึกษาวิทยาลัยนาฏศิลป์เขตภาคกลาง สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ กระทรวงวัฒนธรรม

บทคัดย่อ

          การวิจัยครั้งนี้มีความมุ่งหมายเพื่อ 1) ศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อการดำเนินงานห้องสมุดตามความคิดเห็นของครูและบุคลากรทางการศึกษาวิทยาลัยนาฏศิลป์เขตภาคกลาง สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ กระทรวงวัฒนธรรม และ 2) เปรียบเทียบปัจจัยที่มีผลต่อการดำเนินงานห้องสมุดตามความคิดเห็นของครูและบุคลากรทางการศึกษาวิทยาลัยนาฏศิลป์เขตภาคกลาง สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ กระทรวงวัฒนธรรม ที่มีสถานภาพแตกต่างกัน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ ครูและบุคลากรทางการศึกษาวิทยาลัยนาฏศิลป์เขตภาคกลาง สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ กระทรวงวัฒนธรรม ปีการศึกษา 2556 จำนวน 227 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลครั้งนี้ ได้แก่ แบบสอบถามแบบประมาณค่า 5 ระดับ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียวการเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยรายคู่ภายหลังโดยใช้สูตรของฟิชเชอร์
           ผลการวิจัยพบว่า
           1. ปัจจัยที่มีผลต่อการดำเนินงานห้องสมุดตามความคิดเห็นของครูและบุคลากรทางการศึกษาวิทยาลัยนาฏศิลป์เขตภาคกลาง สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ กระทรวงวัฒนธรรม ในภาพรวมมีการปฏิบัติอยู่ในระดับมาก โดยเรียงลำดับค่าเฉลี่ยจากมากไปน้อย ดังนี้ ด้านวัสดุอุปกรณ์ ด้านบุคลากร ด้านความรู้ ด้านวิธีการ และด้านสารสนเทศ
           2. เปรียบเทียบปัจจัยที่มีผลต่อการดำเนินงานห้องสมุดตามความคิดเห็นของครูและบุคลากรทางการศึกษาวิทยาลัยนาฏศิลป์เขตภาคกลาง สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ กระทรวงวัฒนธรรม จำแนกตามวุฒิการศึกษา และประสบการณ์ในการทำงาน แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และจำแนกตามสถานภาพการปฏิบัติงาน และวิทยาลัยที่สังกัด ไม่แตกต่างกัน

 

วันจันทร์ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2556

การบริหารงานห้องสมุดโรงเรียนที่ได้มาตรฐาน 3D

การบริหารงานห้องสมุดโรงเรียนที่ได้มาตรฐาน 3D

โดย  ทิติภา  กรองใจ

           ตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 เป็นกฎหมายแม่บทที่เปิดมิติใหม่ในการจัดการศึกษาที่ท้าทายจนถือได้ว่าเป็นกฎหมายเพื่อการปฏิรูปการศึกษาครั้งใหญ่ที่จะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทั้งระบบ โดยมีจุดมุ่งหมายสำคัญคือ การปฏิรูปการเรียนรู้เพื่อพัฒนาศักยภาพของคนไทยให้ก้าวสู่สังคมแห่งการเรียนรู้ได้อย่างเข้มแข็ง โดยเน้นความสำคัญที่ผู้เรียน เพื่อให้ผู้เรียนรู้วิธีเรียนรู้อย่างกว้างขวางตลอดชีวิตในรูปแบบที่หลากหลาย มีคุณภาพและประสิทธิภาพ (สนอง ศิริกุลวัฒนา, 2546, หน้า 8)
           จากการประกาศใช้พระราชบัญญัติดังกล่าว ทำให้เกิดกระแสการตื่นตัวครั้งใหญ่ของครู อาจารย์ และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในการจัดการศึกษา เพราะการศึกษาของประเทศไทยจะต้องมีการปฏิรูปโดยเฉพาะการปฏิรูปการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ ซึ่งถือเป็นหัวใจของการปฏิรูปการศึกษา การจัดกระบวนการเรียนรู้ต้องจัดเนื้อหาสาระและกิจกรรมให้สอดคล้องกับความสนใจ ความถนัดและความแตกต่างของผู้เรียน การฝึกทักษะกระบวนการคิด การจัดการ การเผชิญสถานการณ์และการประยุคใช้เพื่อให้ผู้เรียนได้เรียนรู้จากประสบการณ์จริง ฝึกปฏิบัติให้คิดเป็น ทำเป็น รักการอ่านและเกิดการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง ผู้สอนสามารถจัดบรรยากาศ สภาพแวดล้อม สื่อการเรียน อำนวยความสะดวกให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ ทั้งนี้ผู้เรียนและผู้สอนอาจเรียนรู้ไปพร้อมกันจากสื่อและแหล่งเรียนรู้ที่หลากหลาย นอกจากนี้ พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ  .. 2542 มาตรา 25 ได้กำหนดบทบาทรัฐให้การส่งเสริมแหล่งเรียนรู้ โดยส่งเสริมการดำเนินงานและจัดตั้งแหล่งเรียนรู้ตลอดชีวิตทุกรูปแบบอย่างเพียงพอและมีประสิทธิภาพ จึงกล่าวได้ว่าห้องสมุดเป็นแหล่งเรียนรู้ที่สำคัญและสนองต่อการปฏิรูปการศึกษา เพราะห้องสมุดเป็นส่วนหนึ่งของโรงเรียนและเป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาที่มีการจัดประสบการณ์ทั้งมวลให้แก่เด็กตามการปฏิรูปการเรียนรู้ที่มุ่งให้นักเรียนเรียนรู้ด้วยตนเองตามความสนใจ ด้วยการศึกษาค้นคว้าเพื่อนำไปสู่การคิดเป็น ทำเป็น แก้ปัญหาเป็น รักการอ่านและเกิดการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง (ชูศักรวิชญ์ แสนปัญญา, 2546, หน้า 42-43)
           ห้องสมุดถือเป็นแหล่งความรู้ชนิดหนึ่งที่มีความสำคัญต่อการศึกษาอย่างมากและยังเป็นที่รวมแหล่งวิทยาการต่างๆ ที่ครูอาจารย์ผู้สอนและนักเรียน นิสิต นักศึกษา เข้ามาค้นคว้าหาความรู้ทุกแขนงวิชาที่มีการเรียนการสอนในสถาบันการศึกษานั้นฯ ห้องสมุดเป็นสถานที่ซึ่งทุกคนจะเลือกอ่านหนังสือและค้นคว้าหาความรู้ได้โดยอิสระตามความสนใจของแต่ละบุคคล ช่วยให้ผู้ใช้ห้องสมุดพอใจที่จะอ่านหนังสือต่างๆ โดยไม่รู้จักจบสิ้นจนทำให้มีความรู้กว้างไกล ทันสมัยอยู่เสมอ ช่วยให้ผู้ใช้มีนิสัยรักการอ่าน รู้จักการค้นคว้าหาความรู้ด้วยตนเอง ให้ทุกคนรู้จักใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ และช่วยให้ผู้ใช้ห้องสมุดรับรู้ด้วยตนเอง รับรู้ในสมบัติสาธารณะ รู้จักใช้และระวังรักษาอย่างถูกต้อง ห้องสมุดโรงเรียนจึงเป็นแหล่งความรู้ที่สำคัญยิ่ง สมัยนี้การเรียนในห้องเรียนเพียงอย่างเดียวหาเพียงพอไม่ นักเรียนจำเป็นต้องศึกษาค้นคว้าหาความรู้เพิ่มเติมด้วยตนเอง เพื่อให้มีสติปัญญาเฉลียวฉลาดทันเหตุการณ์และสิ่งแวดล้อมในปัจจุบัน จึงจะรู้จักแก้ปัญหาของตนให้ลุล่วงไปด้วยดี (สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ, 2543, หน้า 45)
              ห้องสมุดจึงเป็นแหล่งเรียนรู้ที่ส่งเสริมการเรียนการสอนตามแนวทางปฏิรูปการศึกษา เนื่องจากห้องสมุดเป็นที่รวมแหล่งวิทยาการต่างๆ จึงสรุปได้ว่าห้องสมุดมีความสำคัญต่อการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน เป็นแหล่งปลูกฝังนิสัยรักการอ่าน เป็นแหล่งสำหรับศึกษาค้นคว้าหาความรู้ด้วยตนเอง เป็นงานที่เกี่ยวข้องกับผู้ใช้บริการโดยตรงและเป็นการส่งเสริมนักเรียนได้ศึกษาค้นคว้าหาความรู้ตามเจตนารมณ์ของหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน 12 ปี ดังนั้นเพื่อให้การดำเนินงานห้องสมุดโรงเรียนมีประสิทธิภาพและสามารถสนับสนุนการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนให้เกิดประสิทธิผลสมดังเจตนารมณ์ของหลักสูตรที่กำหนดไว้ สถานศึกษาทุกแห่งจึงควรดำเนินงานห้องสมุดโรงเรียนให้ได้มาตรฐาน
           และองค์ประกอบที่ทำให้งานห้องสมุดประสบความสำเร็จตามที่มุ่งหวังได้ ได้แก่          1) ผู้บริหารสนับสนุน ถ้าผู้บริหารเห็นความสำคัญของห้องสมุดก็ย่อมส่งผลให้การดำเนินงานของห้องสมุดเป็นไปอย่างราบรื่นและสำเร็จตามวัตถุประสงค์ หากผู้บริหารไม่เห็นความสำคัญ บรรณารักษ์จะต้องใช้เทคนิควิธีการ หาทางชี้แจงให้ผู้บริหารได้รับทราบข้อมูลต่างๆ รวมทั้งการพัฒนาสร้างสรรค์งานบริการให้เป็นที่พึงพอใจของผู้ใช้ซึ่งจะส่งผลให้เห็นความสำคัญและจะได้รับการสนับสนุนในที่สุด 2)       มีบุคลากรเพียงพอ มีคุณภาพ สามารถปฏิบัติงานห้องสมุดได้เต็มเวลาและทุ่มเทให้การทำงานเต็มกำลังความสามารถ บุคลากรต้องมีความรู้ความชำนาญที่เหมาะสมกับตำแหน่งงานและต้องพัฒนาตนเองให้ก้าวทันโลกอยู่เสมอ เช่น ด้วยการศึกษาเพิ่มเติม รับการอบรม ศึกษาดูงานห้องสมุดอื่น และมีการสร้างขวัญและกำลังใจในการปฏิบัติงาน 3) มีงบประมาณเพียงพอ สำหรับการดำเนินงาน
           ผู้เขียนเห็นว่านั่นเป็นเหตุผลสำคัญสำหรับผู้บริหารสถานศึกษาที่ต้องคำนึงถึงในการดำเนินงานห้องสมุดเพื่อให้การดำเนินงานห้องสมุดโรงเรียนมีประสิทธิภาพและสามารถสนับสนุนการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนให้เกิดประสิทธิผลสมดังเจตนารมณ์ของหลักสูตรที่กำหนดไว้และยังส่งผลให้ห้องสมุดผ่านเกณฑ์มาตรฐานของ สมศ. เพราะเท่าที่ได้อ่านจากรายงานผลการประเมินคุณภาพการศึกษาภายในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานของหลายๆ สถานศึกษาจะมีข้อเสนอแนะคล้ายๆ กัน เช่น รายงานผลการประเมินคุณภาพการศึกษาภายในปีการศึกษา 2554 ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานของวิทยาลัยนาฏศิลปสุพรรณบุรี สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ กระทรวงวัฒนธรรม โดยคณะกรรมการผู้ประเมินได้ให้ข้อข้อเสนอแนะภาพรวมว่า ควรจัดให้มีบรรณารักษ์ดูแลงานห้องสมุดโดยตรง และจัดกิจกรรมห้องสมุดมีชีวิตต่างๆ เช่น จัดกิจกรรมส่งเสริมนิสัยรักการอ่าน รักการแสวงหาความรู้จากแหล่งเรียนรู้ต่างๆ ทั้งที่เป็นภูมิปัญญา แหล่งเรียนรู้ท้องถิ่น และสื่อเทคโนโลยี ในห้องสมุดควรจัดบริการห้องสมุดภาพ/เสียง เพื่อให้นักเรียนสามารถเติมเต็มความรู้ให้เต็มที่ มีคอมพิวเตอร์บริการให้มากขึ้น (วิทยาลัยนาฏศิลปสุพรรณบุรี, 2555, หน้า 12) ซึ่งเป็นจุดที่ควรพัฒนาเพื่อให้สอดคล้องกับการประเมินคุณภาพของสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (สมศ.) ในมาตรฐานที่ 11 สถานศึกษามีการจัดสภาพแวดล้อมและการบริการที่ส่งเสริมให้ผู้เรียนพัฒนาเต็มศักยภาพ เพราะผลจากการประเมินปรากฏว่าการดำเนินงานยังไม่ประสบผลสำเร็จเท่าที่ควร ซึ่งมีสาเหตุเนื่องจากปัญหาการขาดแคลนบุคลากรประจำห้องสมุด หนังสือหลักสูตร ทรัพยากรสารนิเทศ หนังสือประกอบการเรียนรู้ สื่อเทคโนโลยีที่ทันสมัย
           ผู้เขียนจึงขอเสนอกรอบแนวทางการดำเนินงานมาตรฐานห้องสมุดสามดี (How to 3Dee Library) เพื่อให้ผู้บริหารสถานศึกษาต่างๆ และผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องสามารถนำไปใช้เป็นแนวทางในการดำเนินงานห้องสมุดให้ได้มาตรฐาน ซึ่งสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยหรือ กศน. (สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย, 2552, หน้า 1-12) ได้กล่าวว่า กรอบแนวทางทางการดำเนินงานมาตรฐานห้องสมุดสามดี (How to 3Dee Library)  ได้แก่
1.    หนังสือดี มาตรฐานอยู่ที่
               1.1 หนังสือหรือสื่อการเรียนรู้ที่มีคุณภาพ ต้องอาศัยสิ่งบ่งชี้ดังนี้
                     - เนื้อหามีสาระ ส่งเสริมจินตนาการ คุณธรรม จริยธรรม
                     - ความถูกต้องของข้อมูล เชื่อถือได้ มีการอ้างอิงถูกต้อง
                     - มีภาพและลายเส้นประกอบให้สอดคล้องกับเนื้อหา
                     - ใช้คำที่อ่านง่าย เข้าใจง่าย
                     - มีรายการบรรณานุกรมที่หอสมุดแห่งชาติออกให้ (CIP)
               1.2 การจัดหาหนังสือหรือสื่อการเรียนรู้ที่มีคุณภาพ ต้องอาศัยสิ่งบ่งชี้ดังนี้
                     - มีนโยบายการจัดหา
                     - มีคณะกรรมการคัดเลือก
                     - มีคณะกรรมการจัดซื้อ
                     - มีการจัดทำประกาศรายชื่อหนังสือที่จะซื้อ
                     - มีมุมแนะนำหนังสือดี
                     - มีการหมุนเวียนหนังสือเรื่อยๆ
                     - มีการจัดทำฐานข้อมูลหนังสือ
                    - มีการสนับสนุนสื่ออิเล็กทรอนิกส์
           2.  บรรยากาศดี มาตรฐานอยู่ที่
               2.1 บรรยากาศภายในห้องสมุดดี ต้องอาศัยสิ่งบ่งชี้ดังนี้
                     - บรรยากาศทั่วไปดี เช่น สะอาด โล่ง โปร่ง สบาย แสงสว่างเพียงพอ
                       ต้นไม้ร่มรื่น
                     - การจัดพื้นที่ทำให้น่าสนใจ เช่น มีมุมหนังสือที่หลากหลาย ไม่มีมุมอับ
                       เฟอร์นิเจอร์สบาย ป้ายบอกทางชัดเจน
                     - การจัดส่วนส่วนการวางหนังสือ เช่น จัดวางหนังสืออย่างเหมาะสม
                       เข้าถึงง่าย ใช้สะดวก
               2.2 บรรยากาศภายนอกห้องสมุดดี ต้องอาศัยสิ่งบ่งชี้ดังนี้
                     - สถานที่เป็นเอกเทศ
                     - ชุมชนเข้าถึงสะดวก
                     - มีสิ่งอำนวยความสะดวก
                     - อาคารน่าสนใจดึงดูดผู้ใช้บริการ เช่น ใช้สี
                     - พื้นที่ไม่คับแคบ จัดสัดส่วนให้เหมาะต่อการใช้บริการ
                     - ไม่มี dead zone พื้นที่ปรับได้ตามการใช้งาน
           3. บรรณารักษ์ดี มาตรฐานอยู่ที่
               3.1 บรรณารักษ์มีคุณภาพ ต้องอาศัยสิ่งบ่งชี้ดังนี้
                     - มีความรู้ความสามารถในการบริหารจัดการห้องสมุด
                     - มีทักษะในการปฏิบัติงานในห้องสมุดดี เช่น ด้านไอที ด้านการบริการ
                       ด้านการจัดกิจกรรม
               3.2 บรรณารักษ์มีความเป็นมืออาชีพ ต้องอาศัยสิ่งบ่งชี้ดังนี้
                     - มีกระบวนการและขั้นตอนในการทำงานในห้องสมุด
                     - เป็นนักจัดกิจกรรมส่งเสริมการอ่านอย่างต่อเนื่อง
                     - บริหารจัดการความรู้ในรูปแบบใหม่
                     - เป็นนักคิด นักพัฒนา และนักวางแผนในการใช้ไอทีเพื่อการปฏิบัติงาน
                     - เป็นผู้ประสานเครือข่าย
                     - เป็นผู้นำด้านบริการใหม่ๆ
                    - มีความภูมิใจในอาชีพ
               3.3 บรรณารักษ์มีจิตบริการ ต้องอาศัยสิ่งบ่งชี้ดังนี้
                     - มีทัศนคติเชิงบวก
                     - ติดตามและปรับตัวให้เข้ากับสังคมได้ตลอด
                     - มีความคิดสร้างสรรค์
                     - บุคลิกภาพดี และมีความสุขในการทำงาน
           จะเห็นว่างานบริการเป็นงานสำคัญที่เปรียบได้กับหัวใจของห้องสมุด มีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยเหลือผู้ใช้ให้ได้รับความสะดวกและได้ใช้ทรัพยากรสารนิเทศที่มีภายในห้องสมุดได้อย่างเต็มที่โดยใช้องค์ประกอบและปัจจัยต่างๆ อย่างเหมาะสม ผู้บริหารสถานศึกษาและผู้ที่เกี่ยวข้องกับงานห้องสมุดต้องให้ความสำคัญรวมทั้งคำนึงถึงเกณฑ์มาตรฐานและแนวทางขั้นตอนในการปฏิบัติ จึงจะจัดบริการได้อย่างมีประสิทธิภาพ เป็นห้องสมุดมีชีวิตที่ผู้ใช้มีความพึงพอใจและมีความสุขในการใช้บริการ และการให้บริการของห้องสมุดถือเป็นภาพลักษณ์ของสถานศึกษาและเป็นการประชาสัมพันธ์ทั้งทางตรงและทางอ้อมได้เป็นอย่างดี
           จากที่กล่าวมาข้างต้น มาตรฐานของห้องสมุด 3 ดี น่าจะเป็นกรอบที่ผู้บริหารสถานศึกษาและผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการดำเนินงานห้องสมุดสามารถนำมาเป็นแนวทางในการดำเนินงานเพื่อให้ห้องสมุดเป็นแหล่งเรียนรู้สู่มาตรฐาน ซึ่งหัวใจในการดำเนินกิจกรรมของห้องสมุดให้บรรลุวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ได้ดีนั้นจะต้องได้ บรรณารักษ์มืออาชีพมาเป็นตัวขับเคลื่อนกิจกรรมต่างๆ ของห้องสมุด และที่เป็นเสาหลักในการบริหารงานห้องสมุดก็คือมี     ”ผู้บริหารสถานศึกษามืออาชีพ” มาเป็นผู้บริหารจัดการห้องสมุดโรงเรียนจึงจะถือได้ว่าครบองค์ประกอบของการบริหารงานห้องสมุดโรงเรียน



บรรณานุกรม
.
คณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ, สำนักงาน. (2543). ปฏิรูปการเรียนรู้ผู้เรียนสำคัญที่สุด. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์คุรุสภาลาดพร้าว.
ชูศักรวิชญ์ แสนปัญญา. (2546, กันยายน). แหล่งการเรียนรู้ที่ผู้บริหารไม่ควรลืมในการปฏิรูปการศึกษา, วิชาการ. 6, 2546, 42-43.
นาฏศิลปสุพรรณบุรี, วิทยาลัย. (2555). รายงานผลการประเมินคุณภาพการศึกษาภายในวิทยาลัยนาฏศิลปสุพรรณบุรี ระดับพื้นฐานวิชาชีพ ประจำรอบปีการศึกษา 2554. สุพรรณบุรี. สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ กระทรวงวัฒนธรรม.
ส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย, สำนักงาน. (2552). กรอบแนวทางการดำเนินงาน ห้องสมุดสามดี”. กรุงเทพฯ: ร้านรังษีการพิมพ์.
สนอง ศิริกุลวัฒนา. (2546). รวมกฎหมายการศึกษา. กรุงเทพฯ: คุณพินอักษร.

,

วันศุกร์ที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2555

บทคัดย่อ

ชื่อเรื่อง   : รายงานผลการใช้ บทเรียนโปรแกรมประกอบการสอนวิชาคณิตศาสตร์เรื่อง ความน่าจะเป็น สำหรับนักเรียนชั้นประกาศนียบัตรวิชาชีพปีที่ 3 (ปวช.3) วิทยาลัยนาฏศิลปสุพรรณบุรี
ผู้รายงาน : นางสาวทิติภา  กรองใจ
หน่วยงาน : วิทยาลัยนาฏศิลปสุพรรณบุรี สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ กระทรวงวัฒนธรรม
ปีที่ทำการศึกษาดำเนินงาน : 2553 - 2554
    การดำเนินงานครั้งนี้  มีวัตถุประสงค์ เพื่อ (1) สร้างบทเรียนโปรแกรมประกอบการสอนกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์เรื่อง ความน่าจะเป็น สำหรับนักเรียนชั้นประกาศนียบัตรวิชาชีพปีที่ 3 (ปวช.3) (2) หาประสิทธิภาพบทเรียนโปรแกรมตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 (3) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนก่อนและหลังการเรียนด้วยบทเรียนโปรแกรมประกอบการสอนวิชาคณิตศาสตร์พื้นฐานเรื่อง ความน่าจะเป็น ชั้นประกาศนียบัตรวิชาชีพปีที่ 3 (ปวช.3) (4) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประกาศนียบัตรวิชาชีพปีที่ 3 (ปวช.3) ที่มีต่อการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์เรื่อง ความน่าจะเป็น โดยใช้บทเรียนโปรแกรมประกอบการสอน
    กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นประกาศนียบัตรวิชาชีพปีที่ 3 (ปวช.3) ภาคเรียนที่ 1 ปีการ  ศึกษา 2554 วิทยาลัยนาฏศิลปสุพรรณบุรี สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ กระทรวงวัฒนธรรม จำนวน  40 คน โดยการสุ่มตัวอย่างเจาะจงจากนักเรียนที่สอบไม่ผ่านรายจุดประสงค์ เรื่อง ความน่าจะเป็น โดยใช้เวลาในการปฏิบัติกิจกรรมตามบทเรียน 13 ชั่วโมง
    เครื่องมือที่ใช้ในการดำเนินงาน ได้แก่ แบบทดสอบหลังบทเรียนโปรแกรมแต่ละเรื่อง, แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและแบบสอบถามความพึงพอใจ การวิเคราะห์ข้อมูลใช้ค่าสถิติ ร้อยละ (%) ค่าเฉลี่ย ( ), ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.), โปรแกรมวิเคราะห์ข้อมูล              B - Index, t - test แบบ dependent analysis และวิเคราะห์ความสอดคล้องของเนื้อหา (IOC) ผลการดำเนินงานพบว่า บทเรียนโปรแกรมประกอบการสอนที่สร้างขึ้นมีประสิทธิภาพ 81.00/81.70 เป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 ที่กำหนดไว้ และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนหลังการเรียนด้วยบทเรียนโปรแกรมประกอบการสอนวิชาคณิตศาสตร์เรื่อง ความน่าจะเป็น มีคะแนนสูงกว่าคะแนนก่อนการเรียนด้วยบทเรียนโปรแกรมประกอบการสอนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01
                    ผลการศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประกาศนียบัตรวิชาชีพปีที่ 3 (ปวช.3) ที่มีต่อการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง ความน่าจะเป็น ด้วยบทเรียนโปรแกรมประกอบการสอนอยู่ในระดับมาก (= 4.22) นั้น หมายความว่า นักเรียนมีความพึงพอใจมาก
Abstract

Research Title  :  The Application of Mathematics Program Lesson, Title Teaching Probability with Senior Year Vocational Certificate Students at Suphanburi Dancing Art College
Researcher        :     Miss. Thitipa  Krongjai
Institute             :     Suphanburi Dancing Art College, Art Development Institute, The Ministry of Culture
Duration            :     2553-2554 B.E.

                    This study aimed to (1)  develop mathematic program lesson, title probability for senior year vocational certificate students  (2)  investigate the efficiency of the program lesion according to educational standard number 80/80  (3)  compare pre and post learning achievement of the students (4)  study students’ satisfaction towards the program lesson.
                    Sample in the study included 40 senior year vocational certificate students, academic year 2554 B.E. at Suphanburi Dancing Art College, Art Development Institute, the Ministry of Culture.  Participants were specifically randomized from students who failed the test of probability subject title and attended 13 hours of remedial activity.
                    Data was collected by individual program lesson post-test, assessment test and satisfaction questionnaire.  Applied analytical statistic tools included percentage (%), mean average ( ), standard deviation (S.D.), B-Index, dependent analysis T-test and IOC analysis and obtained specified standard of probability at 80/80.  Post-test achievement was statistically significant higher at 0.01.
                    It had found that senior year vocational certificate students were highly satisfied with mathematics program lesson, title probability with   = 4.22.

วันจันทร์ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

วิจัยในชั้นเรียน เรื่อง เรียนวิชาคณิตศาสตร์อ่อน


วันที่ 29 พฤศจิกายน 2553

ความสำคัญและความเป็นมาของปัญหา

จากการที่ผู้วิจัยได้จัดกิจกรรมการเรียนการสอนในรายวิชาคณิตศาสตร์ ในระดับประกาศนียบัตร วิชาชีพชั้นปีที่ 3 (ปวช.3) รหัส ค 43101 ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2553 เรื่อง ความน่าจะเป็น ปรากฏว่า มีผลการเรียนต่ำเมื่อมีการประเมินผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง เพราะผู้เรียนเรียนอ่อน ผู้เรียนที่เรียนอ่อนทาง คณิตศาสตร์ หมายถึง ผู้ที่มีความสามารถทางคณิตศาสตร์ต่ำกว่าปกติเมื่อเทียบกับ ผู้เรียนในกลุ่มปกติด้วยกัน ผู้เรียนเหล่านี้สามารถจะเรียนคณิตศาสตร์ได้ แต่เรียนได้อยู่ในระดับช้า ซึ่งลักษณะโดยทั่วไปของผู้เรียน ที่เรียนอ่อนทางคณิตศาสตร์อาจจะสังเกตได้จากความสามารถในด้านการอ่านต่ำ มีปัญหาในด้านการเรียบเรียง หรือการใช้ถ้อยคำ มีพื้นความรู้ทางคณิตศาสตร์น้อย สังเกตได้จากการสอบไม่ผ่านผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง ในวิชาคณิตศาสตร์บ่อยครั้ง มีเจตคติที่ไม่ดีต่อการเรียน โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อวิชาคณิตศาสตร์ ขาดทักษะในการฟังและไม่มีความเข้าใจในการเรียน หรือมีความตั้งใจในการเรียนเพียงช่วงระยะเวลาสั้น ๆ ผู้วิจัยจึงคิดหาวิธีปรับพฤติกรรมของนักเรียนที่อ่อนทางคณิตศาสตร์ให้สนใจ ที่จะเรียนและพัฒนาตนเองให้ดีขึ้น ผู้วิจัยได้มีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการสอนโดยการเข้าไปศึกษาปัญหา การทำความเข้าใจแต่ละบุคคล ทำความคุ้นเคย ช่วยแนะนำ มีความรักและความเห็นใจที่จะช่วยเหลือผู้เรียน ช่วยพัฒนาพฤติกรรมผู้เรียนที่เรียนอ่อนทางคณิตศาสตร์ให้มีความสนใจเรียนและพัฒนาตนเองให้ดีขึ้น

จุดมุ่งหมาย/วัตถุประสงค์ของการวิจัย
1. ศึกษาพฤติกรรมนักเรียนที่อ่อนทางคณิตศาสตร์ ในระดับประกาศนียบัตร วิชาชีพชั้นปีที่ 3
(ปวช.3)รหัส ค 43101 ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2553 เรื่อง ความน่าจะเป็นจำนวน 39 คน
2. เพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เจตนคติในการเรียนการสอนวิชาคณิตศาสตร์
3. เพื่อเสริมสร้างผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียน

ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง
นักเรียนในระดับประกาศนียบัตร วิชาชีพชั้นปีที่ 3 (ปวช.3) จำนวน 39 คน

เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย
1. ใบงาน
2. แบบฝึกหัด

แนวทางการดำเนินการทดลอง/การแก้ปัญหา
1. แนวทาง/วิธีการวิจัย
1.1 ปรับแนวความคิดของผู้วิจัย แม้ว่าจะเป็นเรื่องที่ค่อนข้างยาก และหนักเป็นอย่างยิ่ง ผู้วิจัยต้องมีความ อดทน มีความรักและความเห็นใจที่จะช่วยเหลือผู้เรียนอย่างจริงจัง ต้องมีพลังที่จะช่วยกระตุ้นให้ผู้เรียนอ่อนทางคณิตศาสตร์ได้สนใจเรียนและทำตนให้เป็นที่ยอมรับของผู้เรียนที่เรียนอ่อนฯ
1.2 ปรับเปลี่ยนวิธีการสอนดังต่อไปนี้
1) การนำเข้าสู่บทเรียน
1.1) สร้างความสนใจ และความพร้อมของผู้เรียนก่อนจะเรียนเนื้อหา
1.2) ทบทวนเนื้อหาที่เกี่ยวข้องก่อนที่จะนำเข้าสู่บทเรียนเรื่องใหม่
1.3) ให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในกิจกรรมต่าง ๆ เช่น บทบาทสมมติ ช่วยยกตัวอย่างสิ่งที่ทราบ
2 การจัดการเรียนการสอน
2.1) สอนเนื้อหาครั้งละไม่มากนัก ไม่สอนเร็วจนเกินไป ต้องเป็นลำดับขั้นตอนและสอนซ้ำเมื่อสังเกตพฤติกรรมแล้วผู้เรียนยังไม่เข้าใจหรือตอบคำถามเบื้องต้นไม่ได้
2.2) สอนให้เกิดความเข้าใจในแต่ละชั่วโมง เพื่อผู้เรียนจะได้ไม่เกิดความสับสน
2.3) ให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ทางคณิตศาสตร์โดยใช้ประสาทสัมผัสหลาย ๆ ด้าน เช่น การใช้สื่อ การเรียนรู้ประกอบคำอธิบาย เขียนแผนภาพ รูปภาพประกอบคำพูด
2.4) มีการทดสอบผลสัมฤทธิ์ของผู้เรียนเป็นระยะ ๆ อย่างต่อเนื่องและมีระบบเพื่อจะได้ทราบจุดอ่อน หรือข้อบกพร่องของผู้เรียน ซึ่งจะได้ใช้เป็นแนวทางในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่เหมาะสมให้แก่ ผู้เรียนต่อไป
3 การจัดกิจกรรมและแบบฝึกหัด
3.1) จัดแบ่งเวลาในระหว่างเรียนให้ผู้เรียนได้ฝึกทำแบบฝึกหัด และทบทวนบทเรียนโดยใช้กิจกรรมต่าง ๆ
3.2) แบบฝึกหัดควรให้ฝึกที่ง่าย ๆ ไปก่อน แล้วจึงยากขึ้นเป็นลำดับจนเต็มความสามารถ ของผู้เรียน
3.3) ขณะที่ผู้เรียนทำแบบฝึกหัด ผู้วิจัยได้อยู่กับผู้เรียน เพื่อคอยให้คำแนะนำและอธิบาย เพิ่มเติมอย่าง ใกล้ชิด จะไม่ปล่อยให้ผู้เรียนต้องเคว้งคว้างเพราะจะทำให้ขาดกำลังใจในการแก้ปัญหา
3.4) ได้ตรวจแบบฝึกหัดและงานที่มอบหมายให้ผู้เรียนทำในทันที ได้ทำเครื่องหมายตรงส่วนที่ผู้เรียนทำผิดพลาดและได้อธิบายข้อผิดพลาดแจ้งข้อผิดพลาดให้ผู้เรียนทราบในทันทีแล้วดูแลการแก้ปัญหา ในแบบฝึกหัดนั้น ๆ พร้อมทั้งสังเกตพฤติกรรมการทำความเข้าใจของผู้เรียน
4 การใช้จิตวิทยาการเรียนการสอน
4.1) ขณะสอนได้พยายามกระตุ้นให้ผู้เรียนได้สร้างหรือใช้กระบวนการในการคิดที่มีความหมายกับตัวผู้เรียนเอง ซึ่งจะช่วยให้ผู้เรียนเข้าใจในเรื่องเหล่านั้นมากขึ้น
4.2) กรณีที่มีการลงโทษผู้วิจัยจะไม่บังคับให้ผู้เรียนทำงานด้านคณิตศาสตร์ เพราะจะทำให้ผู้เรียน มีเจตคติ ที่ไม่ดีต่อการเรียนคณิตศาสตร์มากขึ้น ได้หางานอย่างอื่นให้ทำ เช่น จัดเรียงเอกสาร นับและแจกสมุดงานของเพื่อน ๆ ลบกระดาน จัดเก้าอี้หลังเลิกเรียน ในทางตรงข้ามผู้วิจัยจะให้คำชมเชยทันทีเมื่อผู้เรียนประสบผลสำเร็จในการเรียนคณิตศาสตร์
4.3) ถ้าผู้เรียนมีความรู้สึกไม่อยากเรียน ไม่อยากตอบ ผู้วิจัยจะไม่บังคับแต่จะใช้ลักษณะท่าทางของผู้วิจัย กิจกรรม หรือสื่อการเรียนรู้กระตุ้นให้ผู้เรียนเกิดปฏิกิริยาตอบสนองในทางที่ต้องการ
4.4) สังเกตพฤติกรรมการเรียนของผู้เรียนที่อ่อนทางคณิตศาสตร์ และให้แนวคิดเป็นระยะ ๆ
4.5) บันทึกผลการสังเกตทุกวันหลังแผนการจัดการเรียนรู้
4.6) เมื่อครบจำนวนคาบเรียน (จากการสอนเรื่อง ความน่าจะเป็น) นำข้อมูลที่รวบรวมได้และ จากสอบถามการประเมินตนเองของผู้เรียนมาวิเคราะห์
4.7) สรุปผล เขียนรายงานและกำหนดวิธีการพัฒนาพฤติกรรมของผู้เรียนที่อ่อนทางคณิตศาสตร์อย่างต่อเนื่อง
5. การวิเคราะห์ข้อมูล
วิเคราะห์ข้อมูลจากบันทึกการสังเกตพฤติกรรมการเรียน ผลการสอบท้ายแผนการจัดการเรียนรู้ ของผู้เรียน และจากการสอบถามการประเมินงานของผู้เรียนโดยนำข้อมูลมาจัดกลุ่มประเภทและวิเคราะห์
สรุปแนวโน้มหรือพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงจากเดิม

ผลการวิจัย/ข้อเสนอแนะ
1. ผู้เรียนที่เรียนอ่อนทางคณิตศาสตร์มีความสนใจ และกล้าที่จะแสดงออกทางความคิดเกี่ยวกับ แนวทางการแก้ปัญหาโจทย์คณิตศาสตร์ และมีความตั้งใจในการทำแบบฝึกหัดหรืองานที่รับมอบหมายให้ความร่วมมือในกิจกรรมพัฒนาจนทำให้มีความเข้าใจในบทเรียนมากยิ่งขึ้น
2. ผู้เรียนที่เรียนอ่อนทางคณิตศาสตร์ได้พัฒนาความสามารถทางคณิตศาสตร์ได้เต็มตามความสามารถ ของแต่ละบุคคล
3. ผู้เรียนที่เรียนอ่อนทางคณิตศาสตร์มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเพิ่มขึ้น เพราะในปลายภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2553 ไม่มีผลการเรียนเป็นศูนย์
4. ผู้สอนที่มีผู้เรียนที่เรียนอ่อนทางคณิตศาสตร์จะต้องใช้ความอดทน และต้องมีความตั้งใจในการสอน เป็นอย่างมาก รวมตลอดทั้งต้องมีความสามารถ มีความพยายามในการเลือกและใช้เทคนิควิธีการสอน ที่ต้องปรับปรุงให้เหมาะสมกับการใช้สอนผู้เรียนที่เรียนอ่อนทางคณิตศาสตร์ในแต่ละรายบุคคลให้เป็นไป ตามสถานการณ์นั้น ๆ ไม่สามารถเจาะจงลงไปว่าต้องใช้วิธีการใดวิธีหนึ่งเพียงวิธีเดียวแต่เป็นการผสมผสานในหลาย ๆ วิธีที่จะนำมาช่วยในการเติมเต็มความเข้าใจในเนื้อหาที่ผู้เรียนยังไม่สามารถเรียนรู้ได้ดี
5. ควรจัดหาวัสดุอุปกรณ์ที่จะใช้ประกอบการสอนสำหรับผู้เรียนที่เรียนอ่อนทางคณิตศาสตร์ให้ มากขึ้น เช่น วัสดุประกอบการสอน ตุ๊กตาจำลองเหตุการณ์ บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน
6. ควรปรับปรุงหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานของวิทยาลัยนาฏศิลปทั่วประเทศให้เป็นแนวทางเดียวกัน เพื่อประโยชน์ในการย้ายสถานศึกษาของผู้เรียน เช่น ในกรณีจำเป็นที่ต้องย้ายตามผู้ปกครอง
7. ควรจัดแผนการสอนให้มีความยืดหยุ่น เพื่อให้เหมาะสมกับผู้เรียนที่เรียนด้านนาฏศิลปดนตรี ซึ่งด้วยธรรมชาติแล้วผู้เรียนทางด้านศิลปบางส่วนหรือส่วนใหญ่เป็นผู้เรียนที่เรียนอ่อนทางคณิตศาสตร์
8. ควรจัดหลักสูตร วิธีการสอนและกิจกรรมการเรียนรู้ ตลอดจนการวัดและประเมินผลตาม สภาพจริงให้ แตกต่างไปจากนักเรียนปกติหรือนักเรียนที่เรียนเก่งทางคณิตศาสตร์
9. ในการประชุมผู้ปกครองประจำปี หรือในบางครั้งคราวตามแต่สถานการณ์ ทางวิทยาลัยควร เชิญบิดา มารดา หรือผู้ปกครองนักเรียนมาพบเพื่อชี้แจงทำความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องความสามารถและ ทักษะของ ผู้เรียนรวมทั้งช่วยกันหาแนวทางในการให้ความช่วยเหลือผู้เรียนต่อไป

วันอาทิตย์ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2553

วิจัยในชั้นเรียนเรื่อง กิจกรรมเสริมสร้างผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้น ม.3


วันที่ 29 มกราคม 2552

ความสำคัญและความเป็นมาของปัญหา
จากการที่ผู้วิจัยได้จัดกิจกรรมการเรียนการสอนในรายวิชาคณิตศาสตร์ รหัส ค 33101 ในระดับ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ในปีการศึกษา 2552 ได้มอบหมายงาน/กิจกรรมให้ผู้เรียนนำไปปฏิบัติทั้งในเวลาเรียนและนอกเวลาเรียน ลักษณะงานที่ผู้เรียนได้นำไปปฏิบัติเป็นรายบุคคลแต่ผลปรากฏว่ามักจะมีปัญหาเรื่องการส่งงาน มีผู้เรียนบางส่วนที่ส่งงานไม่ตรงเวลาไม่เป็นไปตามข้อตกลง เมื่อซักถามมักจะได้รับคำตอบว่าไปงานการแสดงของวิทยาลัย หรือวิชาอื่น ๆ ก็สั่งงาน ลืมไว้ที่บ้าน/ที่หอพัก ไม่สามารถส่งได้ เมื่อเกิดสภาพปัญหาเป็นเช่นนี้บ่อย ๆ ผู้วิจัยจึงได้สังเกตพฤติกรรมของผู้เรียนว่า แท้จริงเกิดจากปัญหาใด พบว่าเกิดจากผู้เรียนยังขาดความรับผิดชอบในงานที่รับมอบหมายและขาดการวางแผนการจัดการงานว่าชิ้นใดยาก ชิ้นใดง่าย ชิ้นใดควรทำก่อนหลัง

จุดมุ่งหมาย/วัตถุประสงค์ของการวิจัย
1. ผู้เรียนส่งงานทันตามกำหนดเวลา
2. เพื่อเสริมสร้างผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียน

ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง
นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/3 จำนวน 39 คน

เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย
1. ใบงานเรื่อง สถิติ
2. ตารางการส่งงาน

แนวทางการดำเนินการทดลอง/การแก้ปัญหา
1. ติดตามผู้เรียนเพื่อมาพูดคุยขอทราบปัญหาว่าเหตุใดจึงส่งงานล่าช้าหรือไม่ส่งงาน
2. สอนเสริม/แนะนำให้ผู้เรียนทำงานที่มอบหมาย
3. ให้เพื่อนในกลุ่มของผู้เรียนเป็นพี่เลี้ยงเพื่อกระตุ้นเตือน
4. ให้ผู้เรียนมาทำงานที่จะส่งกับผู้สอน
5. ติดตามผลรายบุคคล/รายชิ้นงาน
6. ให้ผู้ปกครองช่วยกำกับดูแลที่บ้าน
7. สำหรับที่วิทยาลัยฯ ให้ครูที่ปรึกษาช่วยกำกับดูแลผู้เรียน

ผลการวิจัย/ข้อเสนอแนะ
เมื่อถึงเวลาสอนและมีกิจกรรมการเรียนการสอนที่ให้งานกิจกรรมใช้กระบวนตามข้อกำหนดใน แต่ละจุดประสงค์ การส่งงานซึ่งต้องตรงตามเวลาที่กำหนดจะให้คะแนนความรับผิดชอบสูงและหากส่งไม่ตรงตามกำหนดเวลาจะมีบทลงโทษด้วยการหักคะแนนในงานชิ้นนั้น นอกจากนั้นยังติดตามผู้เรียนให้รู้จักวางแผนในการทำงานกิจกรรมก่อนหลัง สอบถามถึงปัญหาและอุสรรค์ในการทำกิจกรรม พร้อมทั้งหาข้อสรุปแนะนำแก่นักเรียน ผลปรากฏว่าผลงานของนักเรียนออกมาอยู่ในเกณฑ์ค่อนข้างดี มีคุณภาพ และที่สำคัญผู้เรียนส่งงานภายในเวลาที่กำหนด มีเพียงนักเรียนส่วนน้อยที่ส่งงานล่าช้า ซึ่งได้ติดตามเป็นรายบุคคลเป็นรายชิ้นงาน เพื่อเป็นการกระตุ้นเตือนให้ปฏิบัติกิจกรรมการเรียนการสอนให้ทันตามกำหนดเวลา
อย่างไรก็ดี การปฏิบัติในกิจกรรมการเ รียนการสอนลักษณะนี้จะต้องได้รับความร่วมมือจากผู้เรียนในการร่วมกิจกรรม และจากผู้ปกครองในเรื่องของการติดตามพฤติกรรมการเรียนของผู้เรียนจึงจะได้ผลดียิ่งขึ้น